2013/Feb/09

เนื้อหาต่อไปนี้ (ยกเว้นช่วงแปลเพลง) มีสปอยด์เนื้อหาของเกมส์ เนื้อหา "มีความรุนแรง" และ "คำพูดที่ไม่เหมาะสม" สำหรับท่านที่พึงพอใจในความ “โลกนี้สีชมพู” กรุณาใช้วิจารณญานและสติในการอ่านเพราะอาจไม่เหมาะกับท่าน เนื่องจากเนื้อหายาวจนไม่สามารถพิมพ์ให้อ่านง่ายได้ (บล็อคนี้เคยอ่านง่ายด้วยเรอะ...) จึงขอแตกเป็นหลายเอ็นทรี่นะครับ (กระนั้น แม้จะแตกย่อยไปแล้วก็ยังยาวอยู่ดี...) ความยาวของเอ็นทรี่นี้ไม่นับช่วงแปลเพลง จะได้หน้า Word ตัวอักษร size 14 ประมาณ 22 หน้านะครับ...

กลับมาอีกครั้งกับการรอคอย (ใครคอย? บล็อคนี้ร้างจะตายชัก สปอยด์ไปเหมือนสนองนี๊ดเจ้าของบล็อคมากกว่าผู้อ่าน ฮา) เราก็มาเข้ารูทพระเอกตัวจริง “ชิโระนุมะ เท็ทสึโอะ” ที่เรียกว่าพระเอกตัวจริง ไม่ใช่เพราะเจ้าของบล็อคอวยเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่เพราะตัวเกมส์นั้น จบกับคนอื่นจะเป็นแบ็ดเอนด์หมด (ลองอ่านได้จาก “มาโกโตะ” และ “เซ็นยะ”) เนื้อเรื่องครั้งนี้นอกจากเท็ทสึโอะแล้ว ยังรวมถึงสปอยด์ตัวโยจิด้วยนะครับ (เหมาเลย)

ตอนแรกกะจะแปลเพลง Prove my Love ซึ่งเป็น Tetsuo's Theme ใน Sweet Pool Drama CD – Everblue - แต่เพราะกว่าจะถึงเนื้อเรื่องส่วนที่ว่าจะต้องแปลเนื้อเรื่องเกมส์ออกไปอีก... ไกลสุดหล้าฟ้าเขียวมาก ครั้งนี้กระผมจึงเอาเพลงของโยจิซึ่งเป็นเพลงเปิดของเกมส์มาแปลแทนนะครับ

เพลง I'm in Blue (Sweet Pool - Opening Theme)

 

เนื้อเพลงต้นฉบับภาษาอังกฤษ 

The pain it still remains, and I'll just get denied
The feel it still remains, someday I will fly away
So let it all go by looking at the deep blue sky
The vision like a shining star, I don't know where to go

I know I'm goin' blind
When will I ever find love?
If you read my mind
Please, please leave me alone

I'm in blue
Sometime I will fade away
So I'm in blue
Sometime I will slip away
So I'm in blue
Sometime I will fade away
So I'm in blue
Sometime I will slip away
And fade away

The hills that test my will, how can I ever climb the slope?
And here comes the sadness
I don't know, I don't know where to fall

I know I'm goin' blind
When will I ever find truth?
If you read my mind
Please, please leave me alone

I'm in blue
Sometime I will fade away
So I'm in blue
Sometime I will slip away
So I'm in blue
Sometime I will fade away
So I'm in blue
Sometime I will slip away
And fade away

I'm just little child
I'm just little child
I'm just little child

เนื้อเพลงแปลไทย ชื่อเพลงนี้หากแปลตามสำนวนภาษาอังกฤษจะได้ว่า “ฉันกำลังเศร้า” แต่คำว่า Blue ในที่นี้ก็แปลว่าท้องฟ้าได้เช่นกัน

ความเจ็บปวดยังหลงเหลืออยู่ และฉันก็ยังคงถูกปฏิเสธ
ความรู้สึกเหล่านั้นยังหลงเหลืออยู่ สักวันฉันคงจะออกโบยบิน
มาปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างลอยผ่านไป บนแผ่นฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่
ทุกสิ่งที่เห็นราวกับดวงดาวที่ส่องประกายจนฉันไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี

ฉันรู้ว่าฉันกำลังมืดบอด มีที่ไหนบ้างที่ฉันจะค้นพบความรัก?
หากเธออ่านใจฉันออกล่ะก็ ได้โปรด โปรดปล่อยให้ฉันได้อยู่เพียงลำพัง

ฉันกำลังโศกเศร้า บางครั้งฉันก็จะเลือนหายไป
เพราะว่ากำลังเสียใจ บางครั้งฉันจึงปลีกตัวหนีออกไป
เพราะอยู่บนผืนฟ้า ที่บางครั้งก็จะจางหายไป
เพราะความทุกข์ที่มี บางครั้งฉันก็จะหลบออกมาและหายตัวไป

เนินเขาข้างหน้ากำลังทดสอบความตั้งใจของฉัน ฉันจะก้าวข้ามมันไปได้อย่างไร?
อีกครั้งที่ความทุกข์หวนกลับมา ฉันไม่รู้เลยว่าจะตกลงมาที่ไหน

ฉันรู้ดีว่าตนเองกำลังมืดบอด ฉันจะค้นพบความจริงได้ที่ไหน?
หากเธออ่านใจของฉันได้ ขอร้องล่ะ ช่วยปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวเถอะนะ

ให้ได้ล่องลอยอยู่บนฟ้า บางครั้งก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
เพราะว่าเสียใจ บางครั้งจึงแยกตัวออกมาคนเดียว
เพราะอยู่บนผืนฟ้า ที่ในบางครั้งก็ถูกกลืนหายไป
เพราะมีความทุกข์ บางครั้งจึงได้หลบหนีและหายตัวไป

ฉันเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ
เด็กตัวเล็ก ๆ เท่านั้น

 ------------------------------------------------------

จากนี้ไปจะเป็นการสปอยด์เนื้อหาของเกมส์ (ตั้งแต่เริ่ม ไปจนถึงจุดแยกจุดที่หนึ่งของเท็ทสึโอะรูท) ใครเกรงกลัวสปอยด์ รับเรื่องสยองขวัญไม่ได้ ไม่ชอบชายรักชาย โปรดอย่ากด Ctrl+A เนื้อเรื่องครั้งนี้จะรวมถึงจุดร่วมจากรูทมาโกโตะและเซ็นยะด้วย แต่จะไม่กล่าวถึงละเอียดนักเพราะได้ลงละเอียดไปแล้ว แต่หากมีเนื้อเรื่องเสริมในส่วนของโยจิก็จะพิมพ์เพิ่มให้อ่านเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นนะครับ (สนใจอ่านย้อนหลัง เลื่อนไปด้านบน ทำลิงค์ไว้ให้แล้วนะครับ)

ก่อนเข้าเนื้อหาอีกนิด เกมส์นี้ ตัวเลือกตอบจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือสีฟ้า ตอบด้วยหลักการและเหตุผล (อะไรไม่เข้าใจค้านไว้เป็นดี) และสีแดง ตอบตามอารมณ์และสัญชาตญาณ (เยสโนโอเคว่าไงว่าตามกัน) ในสปอยด์ด้านล่าง บางจุดผมจะแปลให้ทั้งคู่นะครับ (แต่ส่วนใหญ่จะแปลฝั่งที่ได้เนื้อเรื่องยาวกว่า)

อย่างไรก็ดี ครั้งนี้ผม ไม่ลิงค์รูปใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ... ผมเชื่อว่าท่านที่ "อยากรู้จริง ๆ" จะไปหาดูเอง (อย่างในรูทของเซ็นยะที่แปลไป ท่านสามารถหาดูรูปได้จากที่เดียวกัน แต่จงพึงระวังว่าอย่างไรเกมส์นี้ก็มีก้อนเลือดก้อนเนื้อและสิ่งที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจปะปนอยู่ด้วย...)

8 โมงเช้าวันอังคารที่แสนปกติธรรมดา วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนของโรงเรียนโคมานามิซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์ (คาทอลิก) ซาคิยามะ โยจิ (ตัวเรา) เป็นคนที่สุขภาพไม่ค่อยดี ป่วยบ่อยจนต้องซ้ำชั้นเพราะเก็บชั่วโมงเรียนไม่พอ ในปีการศึกษาใหม่นี้เราเข้าศึกษาในชั้นปี 2 ห้อง A ด้วยเหตุนี้เราจึงอายุมากกว่าคนอื่น และอาจด้วยสาเหตุเดียวกัน เราจึงไม่สุงสิงอะไรกับคนรอบข้างนัก กระนั้น มิตะ มาโกโตะ เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่งานอดิเรกคือกินตลอดเวลา (กินจุเกินคนปกติมาก) ก็เข้ามาสนิทสนมกับโยจิ และคอยสร้างบรรยากาศเป็นกันเองกับทุกคนในห้องเพื่อให้ทุกคนลืมว่าจริง ๆ แล้วโยจิแก่กว่าคนอื่น

ด้วยความเคยชินโยจิจึงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมเพราะไม่รู้ว่าโดนย้ายที่นั่งไปแล้ว มาโกโตะจึงพาโยจิไปที่นั่งใหม่ โยจิแอบอายอยู่บ้างแต่มาโกโตะก็เข้าใจเพราะโยจิไม่ได้มาโรงเรียนนานมาก มาโกโตะนั้นกินเก่งจนเรียกได้ว่ากระเพาะ 4 มิติยืนกินไอศครีมช็อคโกแล็ทแถมทำหยดใส่โต๊ะโยจิอีกต่างหาก (โยจิยังล้อด้วยว่ามาโกโตะนี่ชอบทำของหกนะ) ทั้งคู่คุยกันฉันเพื่อนจนเข้าชั่วโมงเรียน มาโกโตะชวนโยจิให้กลับด้วยกัน (พลางเขมือบไอศครีมที่เหลือรวดเดียวอมไว้ในปาก) ซึ่งโยจิก็ตอบตกลง

โยจิที่ไม่ได้มาโรงเรียนนานมากรู้สึกเพลีย ๆ กับการเปิดเรียน พักกลางวันจึงจะเดินไปหาอะไรรองท้อง ขณะจะเดินออกไปนั้นเอง เขาก็สวนกับเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ชิโระนุมะ เท็ทสึโอะ ผู้มีบุคลิกเงียบขรึม ไม่อาจอ่านอารมณ์หรือความคิดใด ๆ จากสีหน้าและการกระทำของเขาได้ (แต่นั่นก็ทำให้ป็อปในหมู่สาว ๆ มาก) โยจิและมาโกโตะไม่ค่อยถูกชะตากับหมอนี่เท่าไหร่ อาจเพราะเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่ก็มีอย่างอื่นที่ทั้งคู่สัมผัสได้แต่อธิบายออกมาไม่ได้ (อย่างไรก็ดี โยจิพอจะรู้ตัวว่าระหว่างที่ตนนั่งเรียนอยู่ มีหลาย ๆ ครั้งที่รู้สึกว่าชิโระนุมะนั่งจ้องตนเองแบบตาไม่กระพริบ แม้จะอึดอัดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ โยจิยังไม่รู้เหตุผล แต่ที่ชิโระนุมะจ้องอยู่ เป็นเพราะเขา “รับรู้ถึงตัวตน” ของโยจินั่นเอง)

เลิกเรียน โยจิและมาโกโตะเดินกลับด้วยกัน มาโกโตะถามไถ่ความรู้สึกของโยจิว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งโยจิก็ตอบว่าเพลีย ๆ มาโกโตะจึงอาสาว่าหากมีอะไรที่ไม่เข้าใจก็ให้ถามเขา เขายินดีจะช่วย (และคะยั้นคะยอให้โยจิทานอะไรมากขึ้น... มาโกโตะนั้นหากไม่กินแฮมเบอร์เกอร์สัก 5 ชิ้นก็จะไม่อิ่ม พอโยจิได้ยินดังนั้นก็เหงื่อตก) ตอนนั้นเองที่ทั้งคู่เดินผ่าน โอคินากะ เซ็นยะ ที่กำลังทำท่าจะแหกคุกอยู่ตรงประตูโรงเรียน กระนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับคนคนนี้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มได้จากรูทของเซ็นยะ)

หลังจากแยกกับมาโกโตะ โยจิก็ขึ้นรถไฟกลับบ้าน เขาใส่หูฟังเพื่อปิดกั้นตัวเองจากเสียงและโลกภายนอก กระนั้นจู่ ๆ เขาก็รู้สึกคลื่นไส้เวียนหัวจนแทบจะทรุดลงกลางตู้โดยสาร เสียงผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่สังเกตเห็นความผิดปกตินั้นดังจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง โยจิรีบลงที่สถานีที่ใกล้ที่สุดเพื่อออกมาสูดอากาศ ข้างนอกนี่อุ่นกว่าในตู้รถไฟมาก โยจิจึงยอมเดินกลับ เพียง 10-15 นาทีโยจิก็เดินถึงหอพักของตน กลับถึงหอได้ไม่นานอาการคลื่นไส้ก็กลับมาอีกครั้ง โยจิจึงต้องรีบวิ่งไปห้องน้ำแล้วเอาทุกอย่างในกระเพาะกลับออกมาทางเดิม (นี่อาจเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่โยจิไม่ค่อยอยากทานอะไร)

อาจเพราะอุณหภูมิร่างกายปกติของโยจินั้นต่ำกว่าคนปกติ (35℃) จึงทำให้ทนร้อนทนหนาวไม่ค่อยได้ โยจิเดินมาที่ตู้ปลาที่ตั้งไว้ในห้อง (มีปลานีออนอยู่ประมาณ 10 ตัว) ที่พักของเขาถือว่ากว้างมากสำหรับการอยู่คนเดียว แต่เพราะไม่อยากเป็นภาระของพี่สาวซึ่งเป็นครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ (เซริซาว่า เอริกะ พี่สาวที่แก่กว่าโยจิ 3 ปี แต่งงานแล้ว กำลังสร้างครอบครัว) โยจิจึงแยกออกมาอยู่คนเดียวแล้วหาค่าขนมด้วยการทำงานพิเศษ โยจิก็ให้อาหารปลาที่เลี้ยงไว้ (ตู้ปลาตั้งอยู่หลังโซฟา) เสร็จไม่นานโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น พี่สาวที่ว่าโทรมานั่นเอง ทั้งคู่พูดคุยถามทุกข์สุขกัน ทุกครั้งที่คุยกับพี่สาว สีหน้าโยจิจะดูอ่อนโยนกว่าปกติ (ที่ดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง) พี่สาวบอกให้แวะมาหาบ้าง ยิ่งถ้าคลอดลูกแล้วก็อยากให้มาพบ ทั้งคู่คุยต่อไม่นานโยจิก็เปิดตู้เย็นหาข้าวเย็น ในตู้เย็นมีข้าวกล่องหมดอายุแล้วอยู่ แทนที่จะทิ้ง โยจิก็เอามันแช่ตู้เย็นต่อไป สรุปคือไม่กินข้าว แค่อาบน้ำแล้วเข้านอนเลย

โยจินอนหลับไม่สนิทนัก แต่ก็ตื่นเตรียมตัวไปโรงเรียน เช้านี้เขาก็ต้องขึ้นรถไฟไปเฉกเช่นปกติ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน คนบนรถจึงแออัดแน่นจนแทบขยับตัวไม่ได้ อีกครั้งที่โยจิรู้สึกแน่นหน้าอก โลกที่มองเห็นพร่ามัว แขนขาเริ่มชาจนทรงตัวไม่อยู่ ตอนที่จะล้มลงนั่นเองก็มีแขนของใครบางคนมาประคองโยจิเอาไว้ โยจิทำได้เพียงตั้งสติให้ยังยืนอยู่ได้ แม้อยากจะหันไปขอบคุณแต่ก็ไม่มีแรง โยจิไม่ได้หันไปมองคนคนนั้น แต่เขารับรู้ได้ถึง “บางสิ่งบางอย่าง” ที่ทำให้เขารู้สึกสงบ อาการทรมานเมื่อครู่หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โยจิพิงตัวเองเข้ากับคนที่คอยประคองเขาอยู่ รับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจของอีกฝ่าย น่าแปลกที่มันทำให้โยจิรู้สึกสงบและอบอุ่นมาก อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดหรือทำอะไรไปมากกว่านั้น โยจิจึงพิงเพลินจนลงจากรถไฟ ครั้นลงจากรถไฟ พอหันกลับไปประตูก็ปิดลง คนที่ช่วยอาจจะลงสถานีเดียวกัน แต่เพราะไม่รู้ว่าเป็นใครโยจิยังไม่ได้ขอบคุณ ลึก ๆ รู้สึกเป็นพระคุณอย่างมาก และหากมีโอกาสก็อยากจะพบอีกสักครั้ง

พอถึงโรงเรียนโยจิก็เข้าเรียนตามปกติ ตอนพักกลางวันเขาเดินสวนกับอ.คามิยะผู้ประจำวิชาวิศวกรรมเคมี  โยจิโค้งคำนับเป็นมารยาท แล้วเดินไปจนถ