2013/May/19

ห้องเรียน Lamento คือ?
 
          ข้อมูลที่รวบรวมมาเพื่อให้ผู้เล่นได้ทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่ในเกมส์ได้ใส่ไว้แต่มักถูกผู้เล่นมองข้ามหรือไม่ได้ใส่ใจ กระผมจึงนำรายละเอียดยิบย่อยที่ผู้สร้างได้บรรจงใส่ลงไปทั้งหมดมารวมไว้ให้ ข้อมูลมีทั้งหมด 4 บท สำหรับท่านผู้สนใจ (และขยันอ่าน) สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้นะครับ (หากผมยังไม่มีข้อมูลจะได้หามาตอบท่านได้)
 
          ในบทแรกนี้เป็นบทเรียนเรื่องรูปร่างและลักษณะภายนอกของเผ่าต่าง ๆ ในคิสะ (โลกของลาเม็นโต้) บนโลกนี้มีเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ อยู่มากมาย เผ่าพันธุ์หลัก ๆ ที่ยังพอพบเห็นได้คือ ริบิก้า อสูร สัตว์อสูร และเผ่าพันธุ์พิเศษ

 ริบิก้า คือ แมวที่มีรูปร่างเป็นคน (ไม่ใช่คนที่มีหูและหางแมวนะครับ แมวที่มีรูปร่างเป็นคนนั้นมีลักษณะนิสัยของแมวเป็นพื้นฐาน เพียงแต่มีรูปร่างของมนุษย์เท่านั้น) แบ่งออกได้ 2 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ คือ พันธุ์ใหญ่และพันธุ์เล็ก
 
 อสูร คือ เผ่าที่มีเขาและหางคล้ายแส้ มีหูเหมือนมนุษย์ มีพลังตามลักษณะของ “ความรู้สึก” ที่เป็นต้นกำเนิดของพลัง และสามารถทำพันธสัญญากับเผ่าพันธุ์อื่นเพื่อให้ยืมพลังได้ (แน่นอนว่าต้องมีข้อแลกเปลี่ยน) 
 
 สัตว์อสูร คือ มอนสเตอร์ต่าง ๆ ที่อยู่ในป่าลึก ต่างจากสัตว์ป่าตรงที่จะมีความดุร้ายมาก บางครั้งก็พุ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อจับริบิก้ากิน บ้างก็มีค่าหัวให้ไปล่ามาขึ้นเงิน
 
 เผ่าพันธุ์พิเศษ คือสัตว์เลื้อยคลานที่มีรูปร่างเป็นคน ไม่มีหูเหมือนแมวหรือมนุษย์ มีหางที่ปกคลุมด้วยเกล็ด ส่วนใหญ่มีบรรพบุรุษเป็นงูหรือกิ้งก่า ไม่ทราบถิ่นที่อยู่และพบเจอได้ยาก
 
ลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์ต่าง ๆ ไล่จากส่วนหัวถึงหางดังนี้
 
 ริบิก้า เผ่าแมวที่มีประสาทสัมผัสทั้ง 5 เฉียบแหลม ปรับตัวกับการอยู่รอดในป่า อายุขัยประมาณ 70-80 ปี
 
 เส้นขน (เส้นผม) เส้นผมของริบิก้ามักจะเป็นสีเดียวกับหูและหาง หรือสีที่พอไปด้วยกันได้ (เช่นขนลายเสือ อาจมีผมสีดำ ขนสีน้ำตาลเข้ม อาจมีผมสีน้ำตาลอ่อน) สีหูทั้ง 2 ข้างอาจไม่เหมือนกันได้ แต่ก็นับว่าหายาก “สำหรับแมวตัวผู้ ไม่มีทางเป็นแมวสามสีเด็ดขาด” เพราะแมวสามสี (ส่วนใหญ่จนเกือบเรียกได้ว่าทุกตัว) เป็นตัวเมีย ความยาวของเส้นผมกับเส้นขนที่หางไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน อาจมีผมยาว ทั้ง ๆ ที่ขนที่หางสั้น (ดูได้จากชุย นักกวีเรร่อน) 
 
สีของเส้นผมและขน มักจะเป็นสีของขนจริง ๆ ของแมว (ซึ่งก็คือน้ำตาลทุกเฉด เฉดเทา เฉดส้มเหลือง ส้มอมชมพูก็ยังพอรับได้) ไม่มีสีน้ำเงิน แดง เขียว ที่ผิดธรรมชาติ (สำหรับแมวรัสเซียนบลู อาจมีขนสีฟ้าเทา ซึ่งเป็นสีขนเดิมตามต้นฉบับ) ทรงผมค่อนข้างฟรีสไตล์ตราบใดที่ไว้แล้วไม่รำคาญ ผม (ขน) จะแข็งหรือนุ่มขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

อย่างไรก็ดี แมวดำถือเป็นสีอัปมงคล ในบางหมู่บ้านอาจฆ่าตายตั้งแต่ยังเล็กเพราะถือว่าเป็นสีของแมวต้องสาป 
 
 หู เพราะสามารถปรับทิศทางของใบหูได้ค่อนข้างกว้าง การได้ยินของริบิก้าจึงถือว่ายอดเยี่ยม สามารถแยกแยะเสียงว่ามาจากซ้ายหรือขวาได้ การได้ยินนั้นรวมถึงการรับรู้ในสิ่งที่อยู่ไกลเกินระยะสายตามองเห็นจึงทำให้สามารถระบุต้นตอของเสียงได้ว่าอยู่ตรงไหน
 
หูของริบิก้านอกจากใช้ในการฟังแล้ว ยังสามารถบอกได้ด้วยว่าแมวตัวนั้น ๆ เป็นพันธุ์ใหญ่หรือพันธุ์เล็ก แมวพันธุ์เล็กจะมีใบหูทรงสามเหลี่ยมปลายแหลม (แบบโคโนเอะ) พันธุ์ใหญ่จะมีปลายหูที่กลมมนและมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหัว (เช่น ไรและบาร์โด้) 
 
ใบหูยังบอกได้ถึงอารมณ์ของแมวตัวนั้น ๆ ได้ด้วย เช่นเวลาตื่นเต้นใบหูจะตั้งขึ้น เวลาไม่พอใจใบหูจะปัดไปด้านข้าง เวลาโกรธใบหูจะลู่ลง หรือหากกำลังคุยด้วยแล้วหูปัดไปทางอื่นที่ไม่ใช่ผู้พูดแสดงว่าไม่ได้ตั้งใจฟัง  
 
 ตา ระยะการมองเห็นของริบิก้าถือว่ากว้างมาก สามารถจับการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ และแยกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวของสัตว์หรือต้นไม้ อีกทั้งยังสามารถมองเห็นได้ในที่ที่มีแสงน้อย นัยน์ตาของริบิก้ามีความพิเศษอยู่ที่ ในอารมณ์ปกติม่านตาจะเป็นทรงกลม แต่หากกำลังโกรธหรืออยู่ในภาวะคับขัน ม่านตาจะเป็นเส้นตรงเหมือนเข็ม (เพราะฉะนั้นจะไม่มีริบิก้าตัวไหนที่มีม่านตาเป็นเส้นตลอดเวลา)
 
 จมูก ความสามารถในการดมกลิ่นของริบิก้าถือว่าดีในระดับหนึ่ง สามารถแยกแยะกลิ่นที่ซ่อนอยู่เช่นกลิ่นฟีโรโมน หรือกลิ่นจาก “อาณาเขต” ที่ริบิก้าตัวอื่นทิ้งไว้และสามารถรับรู้ได้ถึง “ข้อความ” ที่ซ่อนอยู่ในกลิ่นนั้นด้วย
 
 ลิ้น ลิ้นของริบิก้ามีลักษณะเรียวและมีพื้นผิวที่สาก ใช้แทนแปรงในการจัดการกับเส้นขนได้เพราะจะกรองเอาเศษฝุ่นที่ติดอยู่ออกได้ (บ้างก็นิยมใช้แปรงแปรงขนเอามากกว่า) นอกจากนี้ด้วยลิ้นที่สากนี้เอง เวลาอยากผ่อนคลาย แมวบางตัวก็จะเลียตัวแทนการนวดเบา ๆ ลงบนผิวของตัวเอง อย่างไรก็ดี ไม่แนะนำให้เลียตัวหรือแต่งขนในที่สาธารณะเพราะมันจะเหมือนกับการที่ท่านอาบน้ำกลางแจ้ง  
 
ลิ้นนั้นรับรสได้ทุกรส แม้ริบิก้าจะเป็นแมว แต่ก็สามารถทานของร้อนได้ (ถึงบางตัวจะยังลิ้นแมวและยินดีจะอร่อยกับอาหารเย็น ๆ มากกว่าก็ตาม) 
 
 ลำคอและเส้นเสียง ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของริบิก้าคือ เวลาผ่อนคลาย บางครั้งจะส่งเสียงสั่นเครือเบา ๆ จากลำคอ (เสียงเพอร์ของแมว) เป็นการบอกว่ากำลังอารมณ์ดี เสียงนี้ไม่ใช่การเปล่งเสียง แต่เป็นการที่ลมหายใจผ่านกล่องเสียงทำให้เส้นเสียงสั่น ในเวลาเครียดหรือไม่พอใจ เสียงของริบิก้าจะต่ำลงทำให้เสียงทุ้มกว่าเวลาพูดปกติ (คิดถึงตอนแมวจะตีกัน เสียงจะต่ำและเข้มกว่าเวลาร้องธรรมดา)
 
 ฟันและเล็บ สำหรับฟันและเขี้ยวนั้น ถึงจะค่อนข้างยาวและคมแต่จะสบอยู่ในปากได้พอดี ไม่มีแมวตัวไหนที่มีเคี้ยวยาวเกินออกมาจนเห็นได้ เล็บนั้นสามารถบังคับให้กางออกหรือหุบกลับเข้าไปได้ (ถุงมือส่วนใหญ่จึงจะมีที่เผื่อไว้สำหรับเล็บด้วย) ทั้งฟันและเล็บมีความแข็งแรงมาก แมวบางตัวใช้เล็บแทนอาวุธ แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่จะใช้ได้ (ส่วนใหญ่จะหนีไปจับอาวุธอย่างอื่นกันมากกว่า ถึงจะกางเล็บออกแต่ก็ไม่ได้ใช้อะไร) 
 
เล็บของริบิก้ายังใช้ทำ “เครื่องหมายแสดงอาณาเขต” (มาร์กกิ้ง) ได้ด้วยการลับเล็บเข้ากับต้นไม้แล้วทิ้งกลิ่นไว้ (การมาร์กกิ้งในที่นี้ไม่ได้ทำด้วยปัสสาวะนะครับ...ไม่มีริบิก้าตัวไหนยืนฉี่ในที่สาธารณะครับ
 
 สรีระ รูปร่างของริบิก้าแบ่งได้เป็นพันธุ์ใหญ่และพันธุ์เล็ก ตัวผู้และตัวเมีย 
 
พันธุ์ใหญ่จะมีรูปร่างที่สูงใหญ่และกล้ามเนื้อที่เห็นได้ชัด (ล่ำแต่ไม่หนานะครับ กล้ามได้แต่ไม่มีทางเหมือนนักเพาะกายเด็ดขาด) ส่วนสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 185 cm (และไม่สูงเกิน 2 เมตร) มักมีเส้นขนสั้นและหนา (พวกขนยาวแบบไรถือว่าเป็นของแปลกหายาก) มีการเคลื่อนไหวที่ว่องไวและพละกำลังที่มาก มีรูปหูที่กลมมนและดูเล็กเมื่อเทียบกับขนาดหัว มีหางที่ค่อนข้างหนา บรรพบุรุษคือเสือและแมวใหญ่ หลายตัวจะชอบลงเล่นน้ำ
 
พันธุ์เล็กจะมีรูปร่างที่เพรียวลมกว่า ปลายหูและหางเรียว ส่วนสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 175~180 cm (สำหรับโคโนเอะจึงถือว่าตัวเล็ก ส่วนอาซาโตะถือเป็นข้อยกเว้นเพราะ...เหนือแมว) มีสีและความยาวของเส้นขนที่หลากหลายกว่า เส้นขนมักเส้นเล็กและละเอียด มีมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่าพันธุ์ใหญ่ (กล้ามได้แต่ไม่มาก) และด้วยเหตุนี้เองส่วนใหญ่จะไม่ชอบลงน้ำและมักทนอะไรเหนอะหนะไม่ค่อยได้
 
ข้อแตกต่างของตัวผู้และตัวเมียคือตัวผู้จะมีกล้ามเนื้อมากกว่า เมื่อโตขึ้นจะมีเสียงที่ทุ้มขึ้นและเห็นมัดกล้ามตามแขนขาได้อย่างเด่นชัด ตัวเมียมีรูปร่างที่เพรียวและแขนขาที่ค่อนข้างกลม มีหน้าอก เอวที่คอด และสะโพกที่ผายออก ตัวผู้จะทนต่อสภาวะเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าตัวเมีย ทำให้เวลาเกิดโรคระบาดตัวเมียและลูกมักจะตายก่อน  
 
 ผิว ตามผิวกายของริบิก้าจะมีเส้นขนอ่อน ๆ ปกคลุมอยู่ทั่ว (ใครอยากรู้ว่าสัมผัสแล้วเป็นอย่างไร ไปตามงานประกวดแมวแล้วลองไปลูบแมวพันธุ์สฟิงซ์ดู... เห็นแบบนั้นแต่มันมีขนนะครับ...) ตามปกติหากเปรอะเปื้อนฝุ่นเล็กน้อยก็จะเลียตัวเอา (เพราะน้ำลายของแมวมีสารทำความสะอาดแบบเดียวกับในน้ำยาซักผ้าอยู่) แต่หากเกินจะเลียลง (เช่นเปรอะเลือดหรือโคลน) ก็มักจะไปล้างน้ำกันมากกว่า 
 
 ขาหน้า หรือแขน พัฒนาขึ้นให้จับสิ่งของได้ ใช้แบกหามสิ่งที่ล่ามา หรือถืออาวุธต่าง ๆ ได้ ถึงขาหน้า (แขน) จะแข็งแรงแค่ไหน แต่ก็ไม่มีริบิก้าตัวไหนนิยมห้อยโหนไปตามต้นไม้
 
 ขาหลัง ริบิก้าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวใหญ่มักมีช่วงขาที่ค่อนข้างยาวและเพรียวลม ความเร็วในการวิ่งของพันธุ์ใหญ่และพันธุ์เล็กไม่ต่างกันนัก พลังในการกระโดดสามารถถีบตัวขึ้นสู่ระยะตึก 2 ชั้นได้สบาย ๆ 
 
 หาง มีส่วนในการรักษาสมดุลในทุกการเคลื่อนไหวของริบิก้า ความยาวหางปกติจะอยู่ตั้งแต่ระดับเข่าลงไป (ไม่มีตัวไหนหางสั้นกว่าระดับเข่า และไม่มีแมวหางกุด) รูปทรงของหางส่วนใหญ่จะเป็นหางที่ยาวและตรง หางหักหรือปลายคดถือว่าเป็นของหายาก สีขนและลวดลายของริบิก้านั้น ๆ มักเห็นได้เด่นชัดที่ลายขนบนหาง หางนั้นมีประสาทรับรู้ที่ไวมาก หากถูกเหยียบหรือปิดประตูทับจะได้รับดาเมจสูงมาก 
 
เรายังสามารถอ่านอารมณ์ของริบิก้านั้น ๆ ได้จากจังหวะการแกว่งของหาง เส้นขนที่อาจตั้งขึ้นจนหางพองฟู และการสื่อสารที่ไม่ต้องใช้คำพูดได้ด้วย (เช่น ต้องการให้คนข้าง ๆ เลิกพูด ก็จะเอาหางตบคนข้าง ๆ สองสามครั้งให้รู้ว่า “หุบปากได้แล้ว”)
 
 อสูร สิ่งมีชีวิตที่มีพลังเหนือธรรมชาติในตำนาน ในหมู่ริบิก้านั้น นอกจากหมู่บ้านเมย์กิที่บูชาอสูรแล้วก็แทบจะไม่มีใครเคยเห็นอสูรตัวเป็น ๆ มีเพียงการบอกปากต่อปากเท่านั้น ช่วงอายุของอสูรสามารถอยู่ได้หลายพันปี
 
อสูรนั้นมีเขางอกขึ้นบนหัวแทนที่หูแมวของริบิก้า หูของอสูรอยู่ข้างใบหน้า (เหมือนของมนุษย์แต่ใบหูอาจแหลมได้เล็กน้อย) หางของอสูรนั้นมีรูปร่างเหมือนแส้ มักเป็นสีดำ ไม่มีขนหรือเกล็ดปกคลุม ความยาวอยู่ระหว่างเข่าถึงข้อเท้า หางของอสูรไม่สื่อถึงอารมณ์หรือความคิด สีผมและสีตาถือว่าฟรีสไตล์ตราบใดที่ไม่ขัดกับ “ความรู้สึกที่เป็นต้นกำเนิดพลัง” ของตนเอง 
 
แม้อสูรจะเป็นที่หวั่นเกรงแต่ก็ได้รับความเคารพนับถือในเวลาเดียวกัน ริบิก้าสามารถอัญเชิญพวกอสูรเพื่อทำพันธสัญญาแลกกับการยืมพลังเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการโดยอสูรที่ตอบรับการอัญเชิญนั้น ๆ จะต้องสัมผัสถึง “อารมณ์และความรู้สึก” ที่ตรงกับต้นกำเนิดพลังของตนด้วย อสูรตัวไหนจะตอบรับก็ขึ้นอยู่กับสภาวะอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดของผู้อัญเชิญ (ในกรณีที่มีหลายอารมณ์เช่นทั้งโกรธทั้งเศร้า หากเศร้ามากกว่า อสูรแห่งความเศร้าก็จะถูกอัญเชิญ) เมื่อทำสัญญาแล้วที่ร่างของผู้อัญเชิญจะปรากฎสัญลักษณ์ประจำตัวของอสูรที่ทำสัญญาขึ้น (เหมือนรอยสัก)
 
อสูรนั้นมีหลายระดับ พวกที่อยู่ในระดับสูง (เช่นพวกราเซ็ล) จะมีความสามารถในการเลือกรับหรือปฏิเสธการอัญเชิญได้ อาจจะส่ง “เงา” (ร่างแยก) ของตนหรือให้อสูรลิ่วล้อรับหน้าแทน (พวกชั้นต่ำมาก ๆ หรือไม่มีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ เช่น อสูรที่เหมือนจิ้งเหลนในรูทของบาร์โด้นั้นมักไม่มีสติปัญญาอะไร ดีไม่ดีก็กลืนกินผู้อัญเชิญไปเลยก็มี) การปรับเปลี่ยนระดับของอสูรนั้นขึ้นอยู่กับพละกำลังและการยอมรับ (เช่นการที่ไรฆ่าฟราวด์ ไรก็จะขึ้นมาแทนฟราวด์ หรือที่โคโนเอะได้รับการยอมรับให้อยู่รองจากราเซ็ล)
 
อสูรนั้นไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้เอง แต่เป็นจิตวิญญานที่มีความรู้สึกต่อบางสิ่งบางอย่างที่รุนแรงจนเปลี่ยนจากวิญญานธรรมดาไปเป็นอสูร (แม้แต่พวกราเซ็ลก็ไม่เว้น) นี่จึงเป็นสาเหตุที่เมื่อไรฆ่าฟราวด์แล้ว ไรถึงได้เป็นอสูรไป ร่างจริงของอสูรนั้น ๆ เป็นลูกแก้วที่ฝังอยู่ในร่างกายบริเวณอก หากมีพลังสมบูรณ์ ลูกแก้วนั้นจะมีสีและรูปทรงที่ชัดเจน แต่หากอ่อนแอลูกแก้วจะจางใสและคงสภาพไม่ค่อยได้คล้ายเยลลี่ 
 
 สัตว์อสูร สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในป่า อาจจับสัตว์ป่าหรือริบิก้ากินเป็นอาหาร มักมีความดุร้ายมากและไม่มีสติปัญญา (คือทำไปตามสัญชาตญาณดิบเท่านั้น) รูปลักษณ์มีไปต่าง ๆ นา ๆ และมักมีขนาดใหญ่ (ตั้งแต่แมงมุมยักษ์ กิ่งก่ายักษ์ หมา สิงห์ กระทิง ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายมังกร) สัตว์อสูรสามารถติดโรคระบาดได้ และมักเป็นพาหะที่ทำให้โรคนั้น ๆ แพร่ไปทั่วป่า ริบิก้าที่มีประสบการณ์จะพอสังเกตได้ว่าเมื่อไหร่สัตว์อสูรจะโผล่ออกมา (เพราะป่าจะเงียบ นกจะไม่ร้อง และอื่นๆ  อีกมากมาย) 
 
 เผ่าพันธุ์พิเศษ เผ่าพันธุ์ที่ไม่สามารถจัดเป็นริบิก้าหรืออสูรได้ (เช่น ฟีรี่) ...ดูอายุไม่น่าจะยืนนัก  เผ่าพันธุ์ที่ไม่มีแม้แต่ชื่อเรียก ไม่มีหูแมวหรือเขาบนหัว รูปร่างเพรียวเล็กและไม่มีกล้ามเนื้อมากนัก ส่วนสูงเฉลี่ยไม่เกิน 165 cm หางนั้นมีเกล็ดปกคลุม อาจเพราะมีบรรพบุรุษเป็นงูและกิ้งก่า ใบหูเล็กมากจนเหมือนดูเหมือนไม่มีใบหู (เป็นแค่รูหูเฉย ๆ) มีความสามารถในการพรางตัวให้กลืนไปกับสิ่งแวดล้อม (หรือเลือนหายไปในอากาศได้) สีผมและสีตาค่อนข้างฟรีสไตล์ (แต่ตา 2 ข้างต้องเป็นสีเดียวกัน) เพราะหายากจึงไม่ค่อยมีมาตรฐานอะไรนัก
 
 
 
          ถึงจะผ่านมายาวแต่นี่ก็เป็นเพียงบทแรกนะครับ (พอดีกระผมชอบเกมส์นี้มากโดยส่วนตัวจึง...ดูเหมือนจะเพลินมากไป (ไม่) นิด ...) ครั้งหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ลักษณะนิัสัยและรูปแบบการใช้ชีวิต นะครับ
 
 
บทความทั้งหมดนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเกมส์ Lamento – Beyond the VOID – มาแปลรวมไว้
รายชื่อแหล่งข้อมูลเหล่านั้นคือ
 
- Lamento – Beyond the VOID – World Guide Book
- Lamento – Beyond the VOID – Green Note
- Lamento – Beyond the VOID – White Note
- Nitro+CHiRAL Special-Edition Side Lamento
- Lamento – Beyond the VOID – Drama CD Vol. 1-3
- Lamento – Beyond the VOID – Rhapsody to the past (Drama CD)
 
 

Comment

Comment:

Tweet


ขอบคุณที่แปลข้อมูลมาให้นะคะ xD
แต่ตามตรงยังไม่ได้เล่นเลย orz
อยากเล่นมากกก ;;v;;
เราเล่นไปแต่ Sweet pool, Togainu no Chi, กับ Dmmd
อยากเล่นเกมนี้เพราะเป็นแมวกันนี่แหละ xD
#1 by *SsM At 2013-05-19 14:56,

Zegale@日輪に捧げ奉らん
View full profile
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย zegale ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.