2013/May/27

          กลับสู่ห้องเรียนอีกครั้ง คราวนี้จะมาสอนเรื่องลักษณะนิสัยและรูปแบบการใช้ชีวิตของเผ่าต่าง ๆ ในคิสะ
 
 ริบิก้า พื้นฐานนิสัยและการใช้ชิวิตของริบิก้าไม่ต่างจากสัตว์ตระกูลแมว นิสัยของแต่ละตัวอาจจะต่างกันไป (บางตัวอาจเป็น บางตัวอาจไม่เป็น) แต่ริบิก้าก็มีนิสัยลับเล็บเวลาดีใจหรือตื่นเต้น การแสดงอาณาเขตด้วยกลิ่นจากต่อมกลิ่นตามตัว (ด้วยการเอาตัวไซร้ซ้ำบริเวณที่ลับเล็บ) รวมถึงการมี “อารมณ์พลุ่งพล่าน” เวลาเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์

นอกจากนั้นยังมีนิสัยแบบแมว ๆ อื่น ๆ อีกด้วย เช่น เห็นหนูหรือสัตว์เล็ก ๆ แล้วต้องวิ่งไล่ เห็นหญ้าล่อแมว (คล้ายต้นกก) แล้วต้องโดดตะครุบ การจดจ่อกับอะไรบางอย่างจนพอมีคนสะกิดก็สะดุ้งสุดตัว เป็นต้น
 
 อาหาร ริบิก้าได้มีวิวัฒนาการให้กินได้มากกว่าเนื้อสัตว์ จะผัก ผลไม้ เมล็ดพืชล้วนทานได้หมด บางตัวชอบกินผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์ (เช่นโคโนเอะ ชอบกิน“ควีม” ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวลักษณะคล้ายแอปเปิ้ล) บ้างก็ชอบกินเนื้อสัตว์มากกว่า (เช่น อาซาโตะ) และด้วยวิวัฒนาการนี้นี่เองทำให้รู้จักสรรหาสิ่งต่าง ๆ มาปรุงอาหาร (เช่นน้ำผึ้ง เครื่องปรุงรส การใช้ไฟทำให้สุก) ในเมืองใหญ่อาจใช้ก้อนหินมีค่าแทนเงินเพื่อแลกเปลี่ยนอาหาร แต่สำหรับพวกที่อยู่ในป่าหรือขาดแคลนอาหาร จะต้องล่าสัตว์หรือเก็บของป่าประทังชีวิตกันเอง 
 
แน่นอนว่ามีของชอบก็ต้องมีของไม่ชอบ แต่เพราะโลกที่มีโรคระบาดทำให้ไม่สามารถเลือกกินได้มากนัก สำหรับการเก็บรักษาอาหารและน้ำมักจะเก็บไว้ในไหหรือตุ่ม อาหารที่เก็บได้นานมักจะเป็นพวกเมล็ดพืชและอาหารแห้ง (เช่นเนื้อตาก) หรือหากเก็บกินไว้วันต่อวันก็จะใส่ถุงไว้ การดื่มน้ำไม่ได้ยกดื่มจากแก้วหรือถ้วยอย่างที่มนุษย์ทำ แต่เป็นการยกถ้วยน้ำมาใกล้ ๆ ปากแล้วเลียเข้าไป การทานอาหารแม้มีอุปกรณ์ในการตักแบ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะหยิบกินด้วยมือตามปกติ
 
 พฤติกรรมการเข้าสังคม ริบิก้าชอบที่จะมีความเป็นส่วนตัวอาจเพราะเดิมทีแมวเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างรักสันโดษ ด้วยเหตุนี้ริบิก้าจึงมักจะรักษาระยะห่างต่อฝ่ายตรงข้ามในระดับหนึ่งและจะตีสนิทต่อผู้ที่รู้สึกว่าสามารถคบหาด้วยได้ เมื่อสนิทสนมกันก็อาจมีพฤติกรรมเคล้าเคลียที่แสดงถึงความไว้วางใจ (เช่น การที่โคโนเอะเอาหน้าผากชนไหล่ของโทคิโนะเบา ๆ และโทคิโนะหันมาเอาจมูกไซร้หน้าโคโนเอะ) การซบหรือเอาหัวโหม่งเข้าที่ไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ หรือการเอาจมูกไซร้นั้นไม่ถือว่าเป็นการแสดงความรัก
 
สำหรับการแต่งขน (ไม่ว่าจะด้วยลิ้นหรือด้วยแปรงก็ตาม) การทำให้อีกฝ่ายถือเป็นการแสดงความรักใคร่สำหรับแมวที่ไม่ได้มีความสัมพันธุ์ทางสายเลือด (หากพ่อแม่เลียให้ลูกหรือแปรงขนให้ลูกถือเป็นการแสดงความรักใคร่เอ็นดู)  การแต่งขนตัวเองต่อหน้าคนที่ไม่รู้จักก็ถือว่าไม่สุภาพและเป็นเรื่องน่าอาย กระนั้นบางครั้งการเลียขนให้อีกฝ่ายก็ถือเป็นการหยอกล้อ (และสร้างความรำคาญ) ให้อีกฝ่ายได้เช่นกัน (เช่น การที่ไรแกล้งเลียหัวเลียหางโคโนเอะอย่างสนุกสนานแบบไม่ดูเวลาทำให้โคโนเอะจะอยากเอาเท้าถีบไรกระเด็นไปใน...หลาย ๆ ครั้ง)

ถึงแมวส่วนใหญ่ (และเสือบางพันธุ์) จะไม่ชอบน้ำแต่ริบิก้าส่วนหนึ่งก็มีความสุขที่จะลงอาบน้ำ (หรือเล่นน้ำ) ในทะเลสาบเพื่อชำระร่างกาย (หลังจากนั้นก็หลบไปนั่งเลียตัว อาซาโตะเองก็เลือกจะอาบน้ำมากกว่า) 
 
 การแต่งตัว ส่วนใหญ่จะใช้ผ้า หนังสัตว์ และทุกสิ่งที่หาได้ในธรรมชาติมาใช้เป็นเครื่องประดับ หมวกและผ้าคลุมเป็นที่นิยมในการพรางตัว สำหรับหมวกนั้น อาจจะเจาะช่องสำหรับให้หูลอดออกมาหรือไม่ก็ได้ (กรณีไม่เว้นช่องไว้จะทำให้การได้ยินแคบลง) ผ้าคลุมส่วนใหญ่มักจะมีมุมสำหรับหูด้วย (ดูได้จากรีคส์และนักกวี) ริบิก้าส่วนใหญ่มักหาอะไรคลุมช่วงสะโพก (โคนหาง) ไว้ไม่ว่าจะเป็นเข็มขัดหรือผ้าคาด บ้างก็ใส่เสื้อยาวคลุมสะโพก แต่พวกที่ไม่คลุมไว้ก็มี (เช่นโทคิโนะ) อย่างไรก็ดี เสื้อผ้านั้นสามารถประดับตกแต่งด้วยหินสี โลหะ (เช่น ตะขอ หัวเข็มขัด) เชือก แต่ไม่มีซิปเด็ดขาด
 
ในบางหมู่บ้านจะมีการใช้สีที่ได้จากธรรมชาติมาทาตามตัวเป็นลวดลายเพื่อแสดงถึงการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านด้วย (เช่น อาซาโตะวาดลายประจำหมู่บ้านคิระไว้ที่ต้นแขน ส่วนคางาริวาดไว้ที่ต้นขา) 
 
 ข้าวของเครื่องใช้ หากเป็นนักเดินทางจะเอาทุกอย่างใส่ไว้ในถุงผ้าหรือถุงหนัง มีกระเป๋าเงิน (ลักษณะเป็นถุงผ้า) อาหารแห้งเล็กน้อย หญ้านำทาง (ใบหญ้าทรงกลมรี เมื่อแช่ลงในน้ำจะเรืองแสงสีเขียวอ่อน ๆ) และเครื่องใช้ส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในที่พักเองมักจะมีที่นอน (มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่เสื่อ ตั่ง ไปจนถึงเตียง) การตกแต่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ที่เหมือนกันคือจะใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง (กรณีโคโนเอะซึ่งไม่ชอบไฟ จะใช้ “หญ้านำทาง” แช่ลงในน้ำให้เกิดแสงสลัว ๆ ขึ้นแทน) 
 
สำหรับสิ่งที่หลงเหลือจากยุค “ไม้เท้าคู่” (มนุษย์) ถือเป็นของแปลก หายาก และมีค่าสำหรับพวกริบิก้าซึ่งจะถูกรักษาไว้ (เช่น กระจกส่อง กระจกสี หนังสือและบันทึกต่าง ๆ ห้องสมุด ฯลฯ) ริบิก้าสามารถเขียนหนังสือได้ ถึงทุกตัวจะอ่านเขียนได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่จะเขียนให้อ่านออกได้ (กรณีบาร์โด้นั้น "เหมือนจะ" เขียนสวยแต่วาดรูปห่วย)
 
 อาวุธ ริบิก้าต่างมีเขี้ยวและเล็บซึ่งเป็นอาวุธติดตัวมาแต่เกิด แต่ผู้ที่จะใช้เล็บในการต่อสู้เริ่มเหลือน้อยลงเนื่องจากมีข้อด้อยกว่าการใช้อาวุธอื่น ๆ อาวุธที่ริบิก้าใช้ได้คือมีดและดาบทุกรูปแบบ กรงเล็บเหล็ก (แบบที่คางาริใช้) อาวุธบินประเภทเดียวที่ใช้ได้คือมีดบิน (ธนูนั้นไม่เป็นที่นิยม และไม่มีปืนในคิสะ)
 
 ประเพณีต่าง ๆ  มีประเพณีใหญ่ ๆ 2 ประเพณีซึ่งจัดในฤดูหนาวครั้งหนึ่ง และอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิ (ในคิสะมี 4 ฤดู) ประเพณีฤดูหนาวนั้นริบิก้าจะแต่งตัวเป็นอสูรตามรูปลักษณ์ที่ได้ยินในคำล่ำลือและถือเป็นเคล็ดสำหรับการขับไล่ไม่ให้อสูรมาแพ้วพาล (คาดว่าเพี้ยนมาจากเทศกาลฮัลโลวีนของมนุษย์) มีการเดินพาเหรดและงานรื่นเริง ของซื้อของขายละลานตา ในฤดูใบไม้ผลิ ริบิก้าจะจัดงานชื่นชมธรรมชาติและฉลองให้กับการผลิบานของดอกไม้ (คาดว่าเพี้ยนมาจากเทศกาลชมดอกไม้) เทศกาลในฤดูใบไม้ผลินี้จะครึกครื้นมากกว่าเพราะอากาศกำลังดี 
 
นอกจากประเพณีที่มีในทุก ๆ หมู่บ้าน ยังมีประเพณีเฉพาะหมู่บ้านด้วย เช่นการบวงสรวงอสูรในหมู่บ้านเมย์กิ การส่งลูกแมว (เด็ก) ที่พร้อมสำหรับการทำศึกให้ออกล่าในช่วงอายุยังน้อยในเซ็ทสึระ การเลือกแมวเพื่อทำการบูชายัญในคาโร่ว (เพราะไม่มีอะไรกินจึงต้องฆ่าประชากรในหมู่บ้านกิน) เป็นต้น
 
 อสูร ลักษณะนิสัยของอสูรตัวนั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องพ้องกับอารมณ์ต้นกำเนิดพลังของตน (เช่น ราเซ็ลที่เป็นอสูรแห่งความโกรธ แต่ไม่รู้จะโกรธไปทำไมเลยมักจะเป็นกรรมการห้ามมวยเวลาอสูรตัวอื่นทะเลาะกัน) แต่จะมีนิสัยเหมือนตอน “ยังมีชีวิตอยู่” ซึ่งก็คือก่อนจะมาเป็นอสูรนั่นเอง ตามปกติอสูรต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสังกัดอารมณ์เดียวกันหรือไม่ มักจะไม่ยุ่งสุงสิงอะไรกัน ออกกระทำการต่าง ๆ ด้วยตัวคนเดียว (แม้แต่เงาของตนไปทำอะไรไว้ที่ไหนก็ไม่รับรู้ เพราะถือว่าไม่ใช่ “ตน” ที่ลงมือกระทำ)
 
เมื่อพันธสัญญาที่ทำไว้สำเร็จผล (เช่นล้างแค้นสำเร็จ หรือทำให้ตนเป็นใหญ่ได้สำเร็จ) อสูรตนนั้น ๆ อาจกินวิญญานของผู้อัญเชิญ (หรือไม่ก็ได้แล้วแต่อสูรตัวนั้น ๆ) ก่อนจะหายตัวไปสถิตในที่ ๆ ของตน ที่ที่มีความผูกพันหรือร่อนเร่ไปเรื่อยใน “อีกมิติ” ที่ริบิก้าไม่สามารถมองเห็นได้ (กรณีของคาร์ซมักจะหาตัวได้แถว ๆ ทุ่งดอกไม้ของเผ่าเมย์กิ)
 
อสูรนั้นใช้ได้ทั้งอาวุธและเวทมนต์ (เช่น คาร์ซที่ใช้ทั้งดาบและเวทน้ำแข็ง) พวกที่ผสมทั้งเวทและอาวุธเข้าด้วยกันก็มี (เช่น เวรุคที่เอาเวทสายฟ้าสาดใส่ขวานของตนแล้วถึงโจมตี) หรือพวกที่แปลงร่างเพื่อเข้าโจมตีก็มีเช่นกัน (เช่น ฟราวด์ที่เปลี่ยนร่างเป็น...กึ่งมังกรกึ่งตั๊กแตนตำข้าว...)
 
กรณีที่ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ (เช่นตอนที่ถูกรีคส์ชิงพลังไป) พวกอสูรอาจจะใช้พลังไม่ได้มาก และทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้ให้ทำได้ (เช่น คาร์ซเคยแต่สร้างหอกน้ำแข็งใส่ศัตรู แต่กลับเสกน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ มาให้ไรอมแก้ลิ้นพองได้ ราเซ็ลเองก็เคยแต่สาดลูกไฟใส่ศัตรู แต่กลับสร้างไฟดวงเล็ก ๆ ส่องแทนตะเกียงได้) 
 
การแต่งตัวของเหล่าอสูรนั้นมักจะมีสีดำและเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุคล้ายหนัง สีมักไปในแนวทางเดียวกับสีผม สีตา และสังกัดอารมณ์ต้นกำเนิดพลังของตน อาจใส่หน้ากากเพื่อปิดบังใบหน้า อสูรนั้นมีกฏหลักอยู่ว่า “จะไม่โกหกเป็นอันขาด” กระนั้นก็สามารถใช้พูดพลิกแพลงหลบเลี่ยงได้ (เช่น บอกว่าจะทำตามที่สัญญา แต่ไม่บอกว่าเมื่อไหร่)
 
อสูรนั้นเลือกที่จะใช้ชีวิตกับริบิก้าหรือไม่ก็ได้ (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการครองคู่ แต่หมายถึงการเข้าสังคมด้วย) แม้อสูรจะไม่จำเป็นต้องกินหรือนอน แต่บางตัวก็ยังกิน ๆ นอน ๆ เหมือนตอนยังมีชีวิต อีกทั้งเรื่องของการทำพันธสัญญาก็สามารถเลือกปฏิเสธได้ (แม้จะถูกอัญเชิญมาแต่ก็ไม่จำเป็นต้องตอบรับการร้องขอ) แต่ส่วนใหญ่ก็จะทำพันธสัญญาด้วยเพราะทุกครั้งที่ได้รับค่าตอบแทนเมื่อพันธสัญญาเสร็จสิ้น อสูรก็จะได้รับพลังที่มากขึ้น (เหมือนได้ชาร์จไฟว่าง่าย ๆ) 
 
 สัตว์อสูร จะทำตามสัญชาตญาณของตนจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก แต่ส่วนใหญ่หากไม่หิวจัดจริง ๆ ก็จะไม่ออกไปนอกอาณาเขตหากินของตน บ้างก็หลบซ่อนในป่า บ้างก็หลบตามหุบเขา พวกแมวมักไม่ชอบสัตว์อสูรเพราะทำให้เดินทางยากและวันดีคืนดีถ้าพวกมันหิวจัด ๆ ก็จะพุ่งใส่หมู่บ้าน จึงมักตั้งค่าหัวให้พวกนักล่าค่าหัวออกล่า

 เผ่าพันธุ์พิเศษ คงจะพูดอะไรไม่ได้มากเนื่องจากหายากมาก และในเกมส์ก็มีฟีรี่เพียงตัวเดียว แต่เท่าที่รวบรวมข้อมูลมา เป็นเผ่าพันธุ์ที่แยกตัวจากทุกเผ่าพันธุ์ในคิสะ อาจอาศัยเป็นกลุ่มเล็ก ๆ หรือตัวเดียว นิสัยค่อนข้างเจ้าเล่ห์แต่ซื่อสัตย์ ตามปกติมักไม่ขึ้นตรงต่อใครยกเว้นกรณีที่นับถือจริง ๆ อาวุธที่ใช้ไม่น่าจะต่างจากพวกริบิก้านัก สำหรับเครื่องแต่งกายดูจะฉูดฉาดกว่าริบิก้า อาจมีปานตามใบหน้าแำละรอยสักที่คอแบบฟีรี่ก็ได้ 
 
 
 
          จบไปอีกครั้งครับบทที่ 2 ของซีรีส์ (?) ห้องเรียน Lamento ครั้งหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ อาชีพและตำนานต่าง ๆ นะครับ
 
 
บทความทั้งหมดนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเกมส์ Lamento – Beyond the VOID – มาแปลรวมไว้
รายชื่อแหล่งข้อมูลเหล่านั้นคือ
 
- Lamento – Beyond the VOID – World Guide Book
- Lamento – Beyond the VOID – Green Note
- Lamento – Beyond the VOID – White Note
- Nitro+CHiRAL Special-Edition Side Lamento
- Lamento – Beyond the VOID – Drama CD Vol. 1-3
- Lamento – Beyond the VOID – Rhapsody to the past (Drama CD)
 
 

Comment

Comment:

Tweet


Zegale@日輪に捧げ奉らん
View full profile
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย zegale ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.